การคิดใหม่เกี่ยวกับโคเดค: ทำไมห้องประชุมขนาดใหญ่จึงต้องการสถาปัตยกรรมใหม่

Javed Khan, 5 พฤษภาคม 2026

ปัญหาของห้องประชุมขนาดใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ แต่เกิดจากกรอบแนวคิดการออกแบบที่ยังไม่ตอบโจทย์รูปแบบการทำงานในปัจจุบัน

ที่ผ่านมา รูปแบบของห้องประชุมขนาดใหญ่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่กลับมีความซับซ้อนและเทอะทะมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบเดิมอาศัย Codec แบบรวมศูนย์ หรือ “กล่องควบคุมหลัก” ที่ถูกติดตั้งแยกไว้ในห้องควบคุมด้านหลัง และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสายสัญญาณที่ซับซ้อนจำนวนมาก แนวทางนี้ไม่ได้พัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลา แต่กลับทำให้ระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และบริหารจัดการได้ยากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ แม้โครงสร้างระบบจะซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด ประสบการณ์ของผู้ใช้งานภายในห้องประชุมกลับไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นตามไปด้วย.

Ivar Johnsrud ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Neat เคยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี codec จนได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เขาได้ระบุชัดว่า สถาปัตยกรรมของระบบ codec แบบเดิมได้มาถึงขีดจำกัดแล้วเมื่อหลายปีก่อน

เวอร์ชันที่ดีที่สุดของโมเดลเดิมก็ยังคงเป็นโมเดลเดิมอยู่ดี ขณะที่โลกเปลี่ยนไป ศักยภาพของ AI ได้ยกระดับขอบเขตของความเป็นไปได้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้น คำถามสำหรับปี 2026 ไม่ใช่ว่ายังจำเป็นต้องมีฟังก์ชันหลักเดิมหรือไม่ แต่คือจะออกแบบประสบการณ์ใหม่ให้มีความเชิงรุก ชาญฉลาดขึ้นและสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานยุคปัจจุบันได้อย่างไร

เราเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้มาก่อน

ฉันได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของวิดีโอประชุมที่ Cisco จากสิ่งที่เคยเป็นเพียงความหรูหราในห้องประชุม กลายเป็นเครื่องมือที่โลกต้องพึ่งพาในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ที่ Aptiv เริ่มใช้เทคโนโลยี edge computing อัจฉริยะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ไปจนถึงอวกาศและหุ่นยนต์

โดยพื้นฐานแล้ว รถยนต์ไร้คนขับคือระบบแบบกระจายที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยมีกล้อง เซ็นเซอร์ ไมโครโฟน และ edge computing ทำงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจตอบสนอง เมื่อมองไปที่ห้องประชุมยุคใหม่ที่ Neat กำลังพัฒนา จะเห็นแนวคิดที่คล้ายกันอย่างชัดเจน

ความท้าทายของระบบ

ห้องประชุมขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มักยังอิงกับระบบประมวลผลแบบศูนย์กลาง เมื่อระบบไม่สามารถขยายได้ วิธีแก้ที่มักเกิดขึ้นคือการเพิ่มกำลังประมวลผลและอุปกรณ์ เช่น เซ็นเซอร์ กล้อง และไมโครโฟน แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงเดิม ทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์คือระบบไม่สามารถขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ห้องประชุมแต่ละแห่งทำงานไม่เหมือนกัน และประสบการณ์ผู้ใช้งานเริ่มไม่สม่ำเสมอ เมื่อความซับซ้อนและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น

ห้องประชุมขนาดใหญ่มีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนเคลื่อนไหว การสนทนาเปลี่ยนไป และความสนใจเกิดขึ้นในหลายจุดพร้อมกัน ระบบแบบรวมศูนย์จึงไม่สามารถตอบสนองได้ทัน เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะการใช้งานแบบนี้ตั้งแต่แรก

สิ่งที่จะมาแทนที่ระบบ Codec

สิ่งนี้เป็นโมเดลใหม่ที่กำลังใช้งานอยู่จริง ในปัจจุบันแทนที่จะมี “สมองกลาง” เพียงจุดเดียว อุปกรณ์แต่ละชิ้นจะช่วยกันประมวลผล รับรู้ และเข้าใจบริบท กล้อง ไมโครโฟน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์รับคำสั่ง แต่ทำงานร่วมกันอย่างอัจฉริยะ ห้องประชุมจึงกลายเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่ใช่อุปกรณ์แยกส่วน นี่ไม่ใช่การแทนที่ codec แต่เป็นการนิยามใหม่ให้มันทำงานในรูปแบบที่เหมาะกับยุคปัจจุบันมากขึ้น

ในระบบแบบกระจายนี้ อุปกรณ์จะทำงานร่วมกันเพื่อจับภาพและเสียงของผู้เข้าร่วมจากมุมที่ดีที่สุดในห้อง และปรับตามการเคลื่อนไหวและบทสนทนาแบบเรียลไทม์

ในอดีต ทุกอย่างต้องส่งกลับไปที่ codec เป็นศูนย์กลาง แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่าน IP บนเครือข่าย ในระบบแบบกระจาย การครอบคลุมเกิดขึ้นทั่วทั้งห้องโดยไม่มีจุดบอด อุปกรณ์ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ขยายการประมวลผลได้ตามพื้นที่ และปรับตัวได้เองโดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่ ทำให้การออกแบบไม่ได้ยึดข้อจำกัดของระบบอีกต่อไป แต่ยึดตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้คน

Edge AI เปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น

นี่คือจุดที่ AI กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบ ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ โดย AI ไม่ได้แค่บันทึกวิดีโอ แต่ช่วยเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมแบบเรียลไทม์ เมื่อความอัจฉริยะอยู่ที่ edge การตัดสินใจเกิดขึ้นทันที ข้อมูลยังอยู่ภายในระบบ และประสิทธิภาพไม่ขึ้นอยู่กับคลาวด์หรือเครือข่าย ระบบจึงไม่ได้แค่บันทึกการประชุม แต่เข้าใจวิธีการทำงานขณะประชุมเป็นอย่างดี

จากห้องประชุมที่เป็นเพียงพื้นที่รับข้อมูล สู่สภาพแวดล้อมที่ “คิดและตอบสนองได้”

ระบบส่วนใหญ่ยังสร้างบทถอดเสียง รายการงาน และสรุปการประชุมจากมุมมองของระบบศูนย์กลาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความเข้าใจบริบท ในขณะที่ระบบแบบกระจายที่ขับเคลื่อนด้วย edge AI สามารถเข้าใจได้ว่าใครกำลังพูด ความสนใจของผู้เข้าร่วมกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องประชุมกำลังพัฒนาไปในทิศทางใด

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่ได้แค่บันทึกการประชุม แต่เข้าใจบริบทของสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยต่อยอดผลลัพธ์ได้มากกว่าการประชุมเอง ไม่ใช่แค่ในช่วงประชุม แต่รวมถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องอย่างต่อเนื่อง

การขยายโมเดลใหม่สำหรับสภาพแวดล้อมการประชุมอัจฉริยะ

สำหรับ IT ระดับองค์กร การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะสถาปัตยกรรมแบบกระจายช่วยให้ระบบแบบโมดูลสามารถปรับใช้ได้ตามประเภทห้อง โครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กร และการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ช่วยให้ควบคุมทุกอย่างได้จาก UI เดียวที่ใช้งานง่าย สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว ปรับรูปแบบได้โดยไม่ต้องก่อสร้างใหม่ และขยายระบบได้ทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ

ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย และขยายระบบผ่านเครือข่ายเดียวกัน แต่สถาปัตยกรรมไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด หลายระบบแบบเดิมยังคงส่งข้อมูลทั้งหมดกลับไปยัง codec ส่วนกลาง ทำให้เกิดข้อจำกัดและคอขวดในรูปแบบเดิม แม้จะเปลี่ยนวิธีการไปแล้วก็ตาม

ระบบแบบกระจายจะประมวลผลไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการรวมไว้ที่จุดศูนย์กลาง ไม่เพียงทำให้ระบบง่ายขึ้น แต่ยังเปลี่ยนศักยภาพในการขยายระบบไปอย่างสิ้นเชิง

ขั้นต่อไปคืออะไร?

วิธีการทำงานร่วมกันในห้องประชุมขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังก็ต้องพัฒนาไปเช่นกัน ความก้าวหน้าล่าสุดของ AI ทั้งในฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ Neat สามารถก้าวข้ามความซับซ้อนของระบบเดิมได้อย่างแท้จริง แทนที่จะแค่แทนที่ด้วยระบบที่ใหญ่ขึ้นหรือมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิม

Neat เรามุ่งเน้นสถาปัตยกรรมที่ทำให้อุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน สามารถยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมทุกคนได้อย่างแท้จริง เราไม่ได้แค่พัฒนาฮาร์ดแวร์ที่ดีขึ้น แต่กำลังสร้าง “ความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อ” สำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานยุคใหม่

ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เปิดเผยโรดแมปสำหรับช่วงที่เหลือของปี รวมถึงฟีเจอร์และความสามารถใหม่ ๆ ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนา

นี่เป็นเพียงก้าวแรกของเราเท่านั้น

สัมผัสประสบการณ์ห้องประชุมที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างชาญฉลาด ร่วมการสาธิตแบบสด พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจาก Neat  ได้แล้ว